แผนการเพิ่มยอดขายให้ได้ผล พร้อมเทคนิคสุดปัง 5 ข้อที่ควรทำตาม!

แผนการเพิ่มยอดขายให้ได้ผล พร้อมเทคนิคสุดปัง 5 ข้อที่ควรทำตาม!
แผนการเพิ่มยอดขายให้ได้ผล พร้อมเทคนิคสุดปัง 5 ข้อที่ควรทำตาม!

ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ โลกธุรกิจยังไม่ค่อยสนใจใช้ซอฟต์แวร์ด้านงานขายในการวางแผนการเพิ่มยอดขายให้บริษัทมากนัก ตามข้อมูลจาก CSO Insights ตัวเลขจะอยู่ที่เพียง 19.3% เท่านั้น 

ต่อมาบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ก็เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้ Sales CRM หรือโปรแกรมที่ช่วยด้านงานขายเข้ามาใช้ในการทำงาน เพื่อทำให้งานขายมีระบบที่ติดตามและตรวจสอบได้ ก็ทำให้ได้เห็นผลลัพธ์จากการนำเครื่องมือมาช่วยในการทำงาน ดังนี้

  • เปอร์เซ็นต์ของเซลที่ทำยอดได้ทะลุเป้าเพิ่มขึ้น 22.7%
  • อัตราการชนะของดีลที่คาดการณ์ไว้เพิ่มขึ้น 14.5%

ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นการพิสูจน์ว่าการปรับเปลี่ยนเครื่องมือในการทำงานสามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้บริษัทได้ ทำให้เปอร์เซ็นต์จำนวนองค์กรที่วางแผนงานขายด้วยซอฟต์แวร์ก็พุ่งทะยานไปถึง 61% ได้ภายในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

ด้วยความสำเร็จนี้เองจึงทำให้การใช้งานโปรแกรมบริหารงานขายแพร่หลายมากยิ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือที่แทบจะกลายเป็นปัจจัยหลักขององค์กร เพราะเป็นอาวุธชิ้นสำคัญในการหารายได้และเพิ่มผลกำไรให้บริษัท หากบริษัทไหนอยากได้วิธีทําให้ยอดขายเพิ่มขึ้น มาเรียนรู้หลักการของแผนการเพิ่มยอดขายที่เราจะกล่าวถึงกันได้เลย

How to วางแผนการเพิ่มยอดขาย อัพรายได้ให้บริษัทแบบมืออาชีพ

1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

ก้าวแรกของการเพิ่มยอดขายให้บริษัท คือ การวางแผนกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เป้าหมายเหล่านี้เองจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการทำงาน ทำให้เราเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการทำงานของ โดยให้คิดหลัก ๆ จาก

  • กลุ่มเป้าหมาย อย่าลืมบันทึกข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายว่าต้องการจะทำอะไร และทำไปเพื่อใคร
  • จุดประสงค์ การกำหนดจุดประสงค์ จะช่วยให้ทั้งองค์กรเข้าใจฟังก์ชันการทำงานของโปรแกรม เช่นเราทำโปรแกรมนี้ขึ้นมาเพื่อให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้น
  • วางขอบเขต กำหนดขอบเขตของการทำงาน ว่าใครมีหน้าที่ทำอะไร และอย่าลืมลงรายละเอียดให้ชัดเจน รวมไปถึงกำหนดไทม์ไลน์ให้ชัดเจน เพื่อให้เสร็จทันเวลาและไม่เลยกำหนด
  • ลิสต์เป้าหมาย อย่าลืมลิสต์เป้าหมายออกมาเป็นข้อ ๆ เพื่อให้การดำเนินตามแผนการเพิ่มยอดขาย เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น
  • สปอนเซอร์ การจัดหาสปอนเซอร์เป็นสิ่งที่จำเป็นมากเช่นกัน เพราะหากขาดการสนับสนุน เราอาจจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้
Customer Holistic View in One Single Place
ใหม่! ระบบ Revenue Intelligence เครื่องมือที่ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจ B2B โดยเฉพาะ

2. เลือกเครื่องมือหรือวิธีการที่จะมาช่วยเพิ่มยอดขายให้บริษัท

หากบริษัทของเรากำลังนำเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์หลาย ๆ ตัวมาใช้ผนวกรวมกัน อาจจะไม่ได้เป็นผลดีมากนัก เพราะอาจจะทำให้การทำงานขัดกันเองก็เป็นไปได้ ทางที่ดีเราควรที่จะพิจารณาเลือกเฉพาะตัวที่คิดว่าจะช่วยให้บริษัทของเรามียอดขายเพิ่มขึ้น ก็พอ โดยเครื่องมือส่วนใหญ่ที่มีประโยชน์ต่อการนำมาใช้อัปยอดได้แก่

  • ระบบ Revenue Intelligence
  • แพลตฟอร์มการฝึกอบรม
  • เครื่องมือสำรวจ
  • การติดต่อลูกค้า
  • โปรแกรมคาดคะเนยอดขาย
  • เทคโนโลยี Marketing Automation ช่วยโชว์คอนเทนต์ให้กลุ่มเป้าหมายโดยอัตโนมัติ

3. หาจังหวะเปิดตัวที่เหมาะสม

จังหวะการเปิดตัวก็สิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีการเพิ่มยอดขายที่ดี ไม่เพียงเฉพาะการเปิดตัวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการอัปเดตข้อมูลต่าง ๆ หรือแม้แต่การริเริ่มโปรเจกต์ ก็ล้วนมีความสำคัญทั้งสิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่ละบริษัทก็จะมีจังหวะที่ไม่เหมือนกัน และหากเมื่อบริษัทเติบโตมากยิ่งขึ้น จังหวะก็จะต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน ตรงนี้ก็จำเป็นที่จะต้องประสานงานกันให้ดีระหว่างตัวแทนขายและฝ่ายการตลาด

หมั่น Keep Connection กับลูกค้าเข้าไว้
หมั่น Keep Connection กับลูกค้าเข้าไว้

4. อย่าลืมการวางแผนด้านการสื่อสาร

ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมากและห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะอย่าลืมว่าลูกค้าคือหัวใจหลักของการทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราควรที่จะหมั่นอัปเดตข้อมูลหรือคอยสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องหาจุดพอดีของความถี่ในการแจ้งลูกค้าด้วยนะ ไม่งั้นหากเราส่งถี่เกินไป ลูกค้าจะพาลรำคาญและไม่รับข้อความจากทางบริษัทไปเสียเลย

ในแต่ละบริษัทควรที่จะต้องดำเนินการวางแผนในส่วนของการสื่อสารกับลูกค้าให้ดี เพื่อเพิ่มยอดขายให้บริษัทของเรา โดยจะมีหลักคร่าว ๆ ดังนี้

  • การส่งสาร เราจะต้องจัดตั้งทีม ที่ดูแลการส่งข่าวสารของบริษัทถึงลูกค้าโดยเฉพาะ เพื่อคอยอัปเดตข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ ให้ลูกค้า
  • ผู้รับสาร ในส่วนนี้คือก็กลุ่มลูกค้าของเรา ให้ดูว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร เพื่อจะได้เจาะกลุ่มลูกค้าได้ถูกต้อง
  • ช่องทางในการสื่อสาร พิจารณาว่าช่องทางไหนที่จะส่งข้อมูลของเราไปถึงกลุ่มลูกค้าได้ดี ข้อมูลไม่ตกหล่น และลูกค้าเข้ามาอ่านอย่างแน่นอน เช่น ส่งทาง SMS Email หรือ Software เฉพาะของบริษัท
  • ความถี่ในการส่งข้อมูล กำหนดเวลาที่ชัดเจนให้เป็นแบบแผน ว่าเราจะส่งข้อมูลตอนไหน และมีความถี่มากขนาดไหน เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน หรือเมื่อมีการอัปเดตข่าวสารใหม่ ๆ
  • อย่าลืมวัดผล การวัดผลจะช่วยให้ทราบว่าลูกค้าของเราได้รับข่าวสารแล้วหรือไม่ เพราะถ้าหากลูกค้าไม่ได้รับเราก็อาจจะพลาดโอกาสในการเพิ่มยอดขายให้แก่บริษัทก็เป็นไปได้ ดังนั้นหากเราจัดทำการวัดผลขึ้นมา ก็จะช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้ โดยเราอาจจะใช้ตัววัดผลผ่าน Marketing Software ก็ได้ เพื่อดูว่าแผนด้านการสื่อสารของคุณได้ผลหรือไม่

5. ห้ามหยุดพัฒนาตัวโปรแกรม

ถึงแม้ว่าโปรแกรมของเราจะพร้อมใช้งานแล้วก็จริง แต่อย่าลืมหมั่นตรวจตราโปรแกรมของเรา เพื่อวิเคราะห์ผลและปรับปรุงการทำงานต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ และอย่าลืมที่จะนำผลตอบรับจากลูกค้ามาปรับใช้ไปเรื่อย ๆ เพื่อผลตอบรับที่ดี เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งวิธีเพิ่มยอดขายให้บริษัทได้ดีเลยทีเดียว

การสร้างแผนการเพิ่มยอดขายให้เป็นหลักเป็นแหล่งนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้เท่านั้น มันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของทีมการตลาดได้อีกต่างหาก เมื่อเรามีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราก็จะซื้อใจลูกค้าได้มากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

และสำหรับบริษัทใดที่สนใจ ระบบ The Revenue Acceleration ที่มีคุณภาพหรืออยากทดลองใช้เพื่อให้เห็นข้อแตกต่างของการใช้ Excel Spreadsheet กับ ระบบ The Revenue Acceleration สามารถที่จะนัดกับทาง Wisible ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของแผนการเพิ่มยอดขายของบริษัทคุณก็เป็นได้

ที่มา: https://www.saleshacker.com/sales-enablement-best-practices/

Book Demo Wisible
Book Demo Wisible

ติดตามข่าวสารและสาระดี ๆ เกี่ยวกับระบบ The Revenue Acceleration Platform ได้ที่นี่

Similar Posts